AVATAR
.................
พล๊อคเรื่องง่ายๆ
ที่ ... ไม่ธรรมดา
บอกตรงๆ ดิฉันเชยมาก เพราะก่อนหน้านี้ไม่สนใจ
หนังเรื่องนี้เลย จนได้ยินพี่แดงคุยกับคริส
ถึงจะรู้ว่า .. ดัง !!!

คืนนี้ เราสองคนดูหนังเรื่องนี้กัน
แต่ขอบอกนะคะ ดิฉันดูในเวอร์ชั่นภาษาเยอรมันนะ
ธรรมดาที่ไหน..
--"
แน่นอนค่ะ .............คือ ดูไม่รู้เรื่อง
55555555555555555555555

ต้องให้สามีแปลให้ฟังเป็นระยะๆๆ
แต่บอกตรงๆ ... ชอบค่ะ
พล๊อตเรื่อง ธรรมดา หลายๆคนออกมาวิจารณ์กันว่า
หนังไม่สนุก ไม่ตื่นเต้น
เดาทางออกตั้งแต่ต้นเรื่อง .. ก็จริงค่ะ
พล๊อตเรื่อง ธรรมดา หลายๆคนออกมาวิจารณ์กันว่า
หนังไม่สนุก ไม่ตื่นเต้น
เดาทางออกตั้งแต่ต้นเรื่อง .. ก็จริงค่ะ

แต่ดิฉันมองในอีกมุมหนึ่ง...
เหมือนผู้กำกับจะตั้งใจถ่ายทอดออกมาในเชิงสัญลักษณ์เสียมากกว่ากระมั้ง
ให้เราได้คิดตาม ลึกซึ้งถึงปรัชญาชีวิตง่ายๆ
แต่...มันคือ ความจริง
โดยเฉพาะ เรื่อง ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์
คิดเท่านี้ก็คุ้มแล้วค่ะ

ดิฉันไม่ใช่พวกคอหนัง คอละคร
วิจารณ์หนัง หรือภาพยนตร์ไม่เป็น
แต่ส่วนใหญ่เวลาที่นั่งดูหนัง
จะพยายามคิดตาม สื่ออารมณ์ตาม
พยายามไม่แอนตี้ ไม่สร้างกำแพง ...
เรื่องนี้ก็เหมือนกัน .......... ทำให้รู้สึกสนุก หลงใหล
และเชื่อว่า .. ในตัวละครจริงๆ
ทั้งๆที่รู้ว่าเป็น animation
แต่เป็นแอนนิเมชั่นชั้นยอดค่ะ ภาพสวย
วิจารณ์หนัง หรือภาพยนตร์ไม่เป็น
แต่ส่วนใหญ่เวลาที่นั่งดูหนัง
จะพยายามคิดตาม สื่ออารมณ์ตาม
พยายามไม่แอนตี้ ไม่สร้างกำแพง ...
เรื่องนี้ก็เหมือนกัน .......... ทำให้รู้สึกสนุก หลงใหล
และเชื่อว่า .. ในตัวละครจริงๆ
ทั้งๆที่รู้ว่าเป็น animation
แต่เป็นแอนนิเมชั่นชั้นยอดค่ะ ภาพสวย

*ดิฉันชอบภาพ สีสันของตัวละครค่ะ
ชวนมองเกือบทุกฉากโดยเฉพาะฉากที่อยู่ในป่า
ยิ่งเวลากลางคืน เวลาเดินเหยียบที่พื้น พื้นก็จะเป็นสีฟ้า
ภาพเรืองแสง สวยจังค่ะ
(อยากดู 3 มิติจัง คงสวยกว่านี้ 100 เท่า)
ชวนมองเกือบทุกฉากโดยเฉพาะฉากที่อยู่ในป่า
ยิ่งเวลากลางคืน เวลาเดินเหยียบที่พื้น พื้นก็จะเป็นสีฟ้า
ภาพเรืองแสง สวยจังค่ะ
(อยากดู 3 มิติจัง คงสวยกว่านี้ 100 เท่า)

อย่างนี้ดีกว่า ดิฉันวิจารณ์หนังไม่เก่ง
แต่อ่านข้อความของคุณคนหนึ่งในเวปพันทิป
แล้วถูกใจ เลยก็อปเก็บไว้...
ใครสนใจ ลองอ่านดูนะคะ

แม้ไททานิค (1997) จะลอยลำอยู่ในหัวใจของผู้ชมมานานนับสิบปี
แต่ผลงานสามมิติสุดไฮเทคอย่าง “อวตาร”
ของเจมส์ คาเมรอน
ก็ยังไม่อาจจมเจ้าเรือยักษ์นั่นได้สำเร็จ
ออสการ์ 11 ตัวที่ไททานิคพิชิตมา
อาจไม่ได้พิสูจน์คุณภาพที่สมบูรณ์แบบของหนัง
แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับว่าไททานิคทำได้และอวตารยังทำไม่ถึง
นั่นคือความรุ่มรวยเสน่ห์และประเด็นที่สัมผัสใจ
พล็อตหลักของอวตาร ขาดความใหม่และง่ายแก่การคาดเดา
ความนุ่มนวลของเรื่องละลายความขึงขังจริงจังให้อ่อนลง
การบูรณาการประเด็นต่างๆ เข้าด้วยกันแม้จะดูลื่นไหลลงตัวแต่ก็ทำให้หนังขาดโฟกัสที่ชัดเจน
การบรรลุวัตถุประสงค์ของพระเอกที่มีอยู่หลายระดับส่งผลข้างเคียงให้
climax ของเรื่องดูเลือนและไม่แรงอย่างที่ควรจะเป็น
แต่ถึงอย่างไร อวตารก็ยังสร้างความบันเทิงได้ในระดับที่น่าพอใจ
เนื้อหาสาระที่มุ่งเสนอถือเป็นค่านิยมสูงส่ง ดีงาม
ควรแก่การขบคิดและปรับประยุกต์ใช้ในโลกแห่งความเป็นจริง
ส่วนตัวแล้วเห็นว่า เจมส์ คาเมรอน
ควรภูมิใจกับอวตารในจุดนี้ยิ่งกว่าความก้าวหน้าทางประสาทสัมผัสที่ได้มอบให้ กับผู้ชม
อวตารนิยามโลกในอนาคตเสมือนดาวที่กำลังโคม่า
มนุษย์รุกรานธรรมชาติจนไม่หลงเหลือพื้นที่สีเขียว
(จากคำวิงวอนของเจคต่อเอวาให้มองโลกมนุษย์ผ่านความทรงจำของเกรซ)
มนุษย์ยึดมั่นต่อตรรกะเหตุผลเหนือกว่าคุณค่าทางจิตวิญญาณ
เหยียดความเชื่อต่อสิ่งที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นเรื่องงมงายไร้ สาระ
สังคมวุ่นวายด้วยปัญหาเศรษฐกิจ
(พี่ชายฝาแฝดของเจคถูกฆ่าชิงทรัพย์โดยโจรกระจอกข้างถนน)
แหล่งพลังงานในโลกร่อยหรอจวนหมดสิ้นและถีบราคาขึ้นสูงลิบพอที่จะส่งให้
มนุษย์ออกแสวงหาแหล่งทรัพยากรใหม่นอกโลก สงครามต่างๆ

ที่ยืดเยื้ออาจยุติลงเมื่อไม่เหลือทรัพยากรให้แย่งชิง
ทหารทั้งที่กระหายสงครามและประสงค์จะต่อชีวิตให้โลกหันมาสนับสนุนภารกิจล่า
ทรัพยากรบนดาวแพนดอร่า
นำโดยชายที่ชื่อ ปาร์คเกอร์ นักธุรกิจซึ่งบูชาผลกำไรของบริษัทเป็นเป้าหมายสูงสุด
หนังให้ผู้ชม จินตนาการถึงโลกอนาคตผ่านคำบอกเล่าของเจคในช่วงต่างๆ
โลกที่คงจะชำรุดเสียหายไม่ต่างไปจากร่างพิการของทหารผู้กรำศึก
เจคมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะหลุดพ้นออกไปจากร่างที่ไม่สมประกอบ
โลกที่ทรุดโทรมของเราก็คงจะปรารถนาสิ่งเดียวกันนั้น
หนังให้ภาพของ ดาวแพนดอร่าเหมือนสรวงสวรรค์หรือจินตนาการอันงดงามในเทพนิยาย
(ชื่อ “แพนดอร่า” เป็นตำนานปรำปราว่าด้วยหญิงนางหนึ่งที่ต้องห้ามมิให้เปิดกล่องแห่งภัยพิบัติ
ซึ่งเป็นบททดสอบความสามารถในการยับยั้งชั่งใจของมนุษย์)

หลายสิ่งที่พบเห็นบนดาวแพนดอร่าดูคล้ายโลกในอดีตก่อนที่จะถูกมนุษย์ชำเราจน
ไม่เหลือความบริสุทธิ์ บนดาวดวงนี้มีชนเผ่าชาวนาวีอาศัยอยู่
วิถีชีวิตของชาวนาวีประสานสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับสิ่งแวดล้อม
มีความเคารพระหว่างกัน และสามารถยินเสียงเจตนารมณ์ของธรรมชาติ
(ผ่านการแปลความประสงค์ของ “เอวา” )
ชาวนาวีมองเห็นจิตวิญญาณแท้จริงที่สถิตอยู่ภายในสรรพสิ่ง
(ฉากต้นไม้เรืองแสงยามค่ำคืนแสดงให้เห็นจิตวิญญาณที่ดำรงอยู่ภายใน)
เกิดเป็นธรรมเนียมทักทายระหว่างกันว่า I see you
ความตายตามทัศนคติของชาวนาวีไม่ใช่การดับสูญ
แต่เป็นการเดินทางเข้าสู่เอวา
หลอมรวมกับจิตวิญญาณสากลคล้ายปรมัตมันในศาสนาพรามณ์-ฮินดู
ชาวนาวีไม่เห็นแก่ตัว ไม่สะสมทรัพยากรหรือบริโภคเกินจำเป็น
เข้าใจระบบการหมุนเวียนพลังงานระหว่างชีวิต
เช่น สัตว์กินพืชที่ถูกชาวนาวีล่าเป็นอาหาร ร่างกายของสัตว์จะเป็นหนึ่งเดียวกับชาวนาวี
ส่วนจิตวิญญาณจะหลอมรวมอยู่กับเอวา เป็นการฆ่าเพื่อยังชีพ
มีศิลปะและสะอาดหมดจด ต่อมาเมื่อชาวนาวีตายลง
ตามประเพณีจะนำศพไปวางไว้ภายในอ้อมกอดของรากไม้ใหญ่
ส่งต่อพลังงานที่เคยยืมใช้ให้ผืนป่าได้สูบกินเพื่อผลิพืชพันธุ์เป็นอาหาร
ของเหล่าสัตว์ต่อไป หนุนเนื่องเช่นนี้เป็นวัฏจักร
ชาวนาวีมีรูปแบบ การปกครองที่เป็นเอกลักษณ์
ไม่ใช้อาวุธข่มขวัญหรือแสดงแสนยานุภาพระหว่างกันแต่ใช้สายสัมพันธ์ทางจิต
วิญญาณเป็นเครื่องมือในการปกครอง
ทั้งการครองใจฝูงชนในเผ่าและการปฏิบัติต่อสัตว์ในควบคุม
(ที่ขับเคลื่อนด้วยสายสัมพันธ์) แตกต่างจากการบังคับบัญชาในระบบทหารของมนุษย์
ซึ่งปกครองกันด้วยกฎเกณฑ์ที่ เข้มงวด
ใช้กำลังบังคับและมีลักษณะหยาบกระด้างไม่ต่างจากการควบคุมจักรกล
ชน ชาวนาวีมีศูนย์รวมใจอยู่ที่ต้นไม้แห่งจิตวิญญาณ (tree of soul)
เป็นแหล่งเชื่อมโยงโครงข่ายของทุกชีวิตที่มีความลึกซึ้งและสลับซับซ้อน
ศูนย์รวมใจแห่งนี้คล้ายเป็นศาสนสถานในการประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์
หนังสร้างสัญลักษณ์ของต้นไม้แห่งจิตวิญญาณให้เป็นตัวแทนความเชื่อทางศาสนา
และความล้ำลึกทางวิทยาศาสตร์ที่ยังไม่ได้รับการอธิบาย
หากไททานิคคือ เรือเดินสมุทรข้ามทวีปเพื่อแสวงหาโอกาสในโลกใหม่อย่างอเมริกา
อวตารก็เป็นการเดินทางฝ่าอวกาศด้วยจุดประสงค์เดียวกัน
หนังให้ภาพชาวนาวีคล้ายกับอินเดียนแดงในยุคล่าอาณานิคมของยุโรป
(โครงเรื่องถอดมาจากประวัติศาสตร์ของโพคาฮอนทัสอย่างชัดเจน)

ผู้กำกับเสริมลักษณะให้ชาวนาวีดูแปลกแยกจากมนุษย์
ด้วยสรีระคล้ายสัตว์ตระกูลแมว ผิวหนังสีฟ้า
รองรับประเด็นเรื่องการเหยียดชาติพันธุ์ว่าชาวนาวีมีศักดิ์ต่ำกว่ามนุษย์
ไม่ต่างไปจากยุคค้าทาสที่เคยมองมนุษย์ด้วยกันเป็นเพียงสัตว์ประเภทหนึ่ง
บทหนังในส่วนนี้แสดงสัจธรรมได้ชัดเจน
ที่ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนผ่านไปเพียงใด
แต่วิธีคิดของมนุษย์ก็ยังคงติดอยู่ภายในกรอบเดิมเหมือนไม่เคยได้รับการ พัฒนา
อวตารบูรณาการประเด็นที่หลากหลายเข้าด้วยกัน
ผู้ชมอาจคุ้นเคยหรือผ่านตามาแล้วจากหนังเรื่องอื่นอย่าง
2001 : A Space Odyssey
ในประเด็นการเดินทางเพื่อแสวงหาแหล่งพลังงานจากต่างดาว
วิธีการจำศีลบนยาน การวิเคราะห์เชิงปรัชญาถึงธรรมชาติของมนุษย์
ที่มีพฤติกรรมซ้ำเดิมในแต่ละ ยุคสมัย
(บทหนังที่สร้างชาวนาวีให้คล้ายกับอินเดียนแดงตามประวัติศาสตร์อเมริกา
ยังทำให้นึกถึงฉากจบของ 2001 : A Space Odyssey
ที่หลอมรวมอดีตและอนาคตไว้ด้วยกัน )

ประเด็นเรื่องการรุกราน วัฒนธรรมท้องถิ่น
เห็นได้ชัดจากหนังโพคาฮอนทัสทั้งฉบับการ์ตูนและฉบับของผู้กำกับ
Terrence Malick ในชื่อ The New World
(มีประเด็นที่ลึกซึ้งเรื่องแม่ผู้ให้กำเนิดสรรพสิ่ง)
หรือหนังของผู้กำกับ Edward Zwick
เรื่อง The Lagend of The Fall ,
The Last Samurai , Blood Diamond
ที่ยกย่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของชนพื้นเมืองในทุกท้องถิ่น
ประเด็น เรื่องการอวตารหรือการถ่ายโอนสัมปชัญญะจากหนังเรื่อง
The Matrix หรือ Thirtteen Floor
ฉากที่นักวิทยาศาสตร์คัดลอกข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ไปยังแผ่นบันทึกซึ่งดู
เหมือนกระจกใส อธิบายถึงการทำงานของจิตว่าเป็นเสมือนข้อมูลซึ่งถูกนำไปบรรจุในร่างอวตาร
ถือเป็นการบรรยายทางอ้อมที่ฉลาด กระชับและชัดเจน
ประเด็นเรื่องการอวตารยังสื่อถึงปรัชญาว่าด้วยการเวียนว่ายตายเกิด
การไหวเวียนของจิตจากที่หนึ่งสู่อีกที่หนึ่ง
หนังให้ภาพหีบศพพี่ชายฝาแฝดของเจคคล้ายกับอุปกรณ์ในการอวตาร
สื่อถึงการเดินทางออกจากร่างของจิตวิญญาณไปยังจุดอื่น
ประกอบกับคำยืนยันของเกรซก่อนตายซึ่งเธอกำลังละร่างเดิมเข้าสู่จิตวิญญาณ
สากลที่เรียกว่า “เอวา”
การเกิดใหม่ของเจคในฉากจบที่มีร่างเปล่า (เสมือนทารกในครรภ์)
รอการบรรจุจิตวิญญาณเพื่อเติมเต็มชีวิตให้สมบูรณ์
อวตาร ยังเป็นหนังแนวอนุรักษ์ธรรมชาติ
ยักษ์ใหญ่สำหรับประเด็นนี้คงหนีไม่พ้นการ์ตูนญี่ปุ่นของสตูดิโอจิบลิ
อย่าง Laputa (มีภูเขาลอยได้เหมือนกัน) ,
Princess Mononoke
(โดยเฉพาะฉากเรืองแสงของป่าที่อุดมสมบูรณ์และจิตวิญญาณธรรมชาติในรูปของ เทพารักษ์) , Spirited Away
อวตารจำแนกคนในเรื่องออกเป็น 3 กลุ่ม
หนึ่งคือทัพทหารของควอริชท์ซึ่งมีวิธีคิดเหมือนคนเหล็ก
เย็นชา แข็งแกร่ง นิยมความรุนแรง
ฉากที่ควอริชท์นั่งจิบกาแฟระหว่างการรบและสั่งการให้ทหาร
“ค้นหาและทำลาย”
ถือเป็นกิริยาของจักรกลอย่างเห็นได้ชัด
ควอริชท์กระหายสงครามอยู่ตลอดเวลา
ไม่เชื่อในสันติวิธีและมักเหยียดกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ว่าเป็นพวกหัวฟูกล้าม
ฝ่อและไร้ประโยชน์สำหรับภารกิจครั้งนี้
สองคือกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ ผู้บูชาระบบตรรกะเหนืออื่นใด
เป็นตัวแทนของมันสมองหรือความเฉลียวฉลาด
มีทัศนคติรังเกียจความรุนแรงของทหารและ
ไม่ศรัทธาอำนาจเหนือธรรมชาติหากยัง
ไม่มีคำอธิบายอย่างเป็นวิทยาศาสตร์
สามคือกลุ่มชนชาวนาวีซึ่งเป็นตัวแทนของจิตวิญญาณ
ความลึกซึ้งทางอารมณ์
ความบริสุทธิ์แห่งชีวิต
ทั้ง สามส่วนที่กล่าวมาถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างมนุษย์ให้มีความสมบูรณ์
เจคพระเอกของเรื่องมีองค์ประกอบเหล่านี้อย่างครบถ้วน
ด้วยอดีตที่เคยเป็นนาวิกฯ ได้เรียนรู้กับกลุ่มมิตรแท้นักวิทยาศาสตร์
และกลายเป็นผู้นำของชาวนาวีในที่ สุด ตอนต้นเรื่อง
หนังสร้างตัวละครของเจคให้ดูเหมือนคนเขลา
ทว่าบริสุทธิ์ไร้เดียงสาเหมือนเด็ก
ชาวนาวีมีทัศนคติว่ามนุษย์ส่วนใหญ่คือพวกน้ำเต็มแก้ว
ไม่สามารถเรียนรู้หรือเชื่อในสิ่งใหม่
ต่างจากเจคผู้มีจิตวิญญาณบริสุทธิ์เป็นพื้นฐาน
อีกตัวละครหนึ่ง ที่ผมชอบคือเกรซหรือ ดร. ออกัสทีน
เธอเป็นหญิงแกร่งและเก่ง
เป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนสอนชาวนาวี เกรซไม่ศรัทธาอะไรง่ายๆ
หากยังไม่ได้รับการพิสูจน์
(อย่างการดูถูกความสามารถของเจคในตอนต้นและ
การไม่เชื่อความมีอยู่จริงของเอ วาจนได้ประสบด้วยตนเอง)
พัฒนาการที่น่ารักในตัวเกรซคือสัญชาตญาณของความเป็นแม่ที่เธอแสดงออกต่อเจค
อย่างการพาเข้านอน ทำอาหารให้กิน จู้จี้เรื่องอาบน้ำ
ความ รู้สึกระหว่างแม่ลูกที่หนังสื่อออกมาเปรียบได้กับสายสัมพันธ์ของธรรมชาติ (หรือเอวา)
ที่เอื้ออาทรและปรารถนาดีต่อทุกชีวิต
ไม่ต่างไปจากจิตวิญญาณของความเป็นแม่
การที่ธรรมชาติถูกทำลายด้วยน้ำมือมนุษย์ก็ไม่ต่างไปจากลูกทรพีซึ่งฆ่าแม่ ของตน

อวตารถือเป็นคำเตือนจากอนาคตของเจมส์ คาเมรอน
ว่าหากมนุษย์ยังคงอหังการ์และข่มเหงธรรมชาติไม่ต่างไปจากที่กระทำต่อ ชาวนาวี
โลกสีฟ้าที่เคยงดงามอาจกลายเป็นดาวที่น่ารังเกียจที่สุดในจักรวาล
มนุษย์ อาจทะนงตนแทนโลกว่าอนาคตแบบนี้ไม่มีทางเกิดขึ้น
และเพิกเฉยต่อคำเตือนเหมือนที่ไททานิคเคยได้รับ ดำเนินชีวิตเรื่อยไปอย่างที่เคยเป็นมา
กระทั้งเริ่มมองเห็นเค้าลองของมหันตภัย
ถึงจุดนั้นก็คงสายเกินไปที่มนุษย์จะกลับตัวได้ทัน
จากคุณ beeled
แต่ผลงานสามมิติสุดไฮเทคอย่าง “อวตาร”
ของเจมส์ คาเมรอน
ก็ยังไม่อาจจมเจ้าเรือยักษ์นั่นได้สำเร็จ
ออสการ์ 11 ตัวที่ไททานิคพิชิตมา
อาจไม่ได้พิสูจน์คุณภาพที่สมบูรณ์แบบของหนัง
แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับว่าไททานิคทำได้และอวตารยังทำไม่ถึง
นั่นคือความรุ่มรวยเสน่ห์และประเด็นที่สัมผัสใจ
พล็อตหลักของอวตาร ขาดความใหม่และง่ายแก่การคาดเดา
ความนุ่มนวลของเรื่องละลายความขึงขังจริงจังให้อ่อนลง
การบูรณาการประเด็นต่างๆ เข้าด้วยกันแม้จะดูลื่นไหลลงตัวแต่ก็ทำให้หนังขาดโฟกัสที่ชัดเจน
การบรรลุวัตถุประสงค์ของพระเอกที่มีอยู่หลายระดับส่งผลข้างเคียงให้
climax ของเรื่องดูเลือนและไม่แรงอย่างที่ควรจะเป็น
แต่ถึงอย่างไร อวตารก็ยังสร้างความบันเทิงได้ในระดับที่น่าพอใจ
เนื้อหาสาระที่มุ่งเสนอถือเป็นค่านิยมสูงส่ง ดีงาม
ควรแก่การขบคิดและปรับประยุกต์ใช้ในโลกแห่งความเป็นจริง
ส่วนตัวแล้วเห็นว่า เจมส์ คาเมรอน
ควรภูมิใจกับอวตารในจุดนี้ยิ่งกว่าความก้าวหน้าทางประสาทสัมผัสที่ได้มอบให้ กับผู้ชม
อวตารนิยามโลกในอนาคตเสมือนดาวที่กำลังโคม่า
มนุษย์รุกรานธรรมชาติจนไม่หลงเหลือพื้นที่สีเขียว
(จากคำวิงวอนของเจคต่อเอวาให้มองโลกมนุษย์ผ่านความทรงจำของเกรซ)
มนุษย์ยึดมั่นต่อตรรกะเหตุผลเหนือกว่าคุณค่าทางจิตวิญญาณ
เหยียดความเชื่อต่อสิ่งที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นเรื่องงมงายไร้ สาระ
สังคมวุ่นวายด้วยปัญหาเศรษฐกิจ
(พี่ชายฝาแฝดของเจคถูกฆ่าชิงทรัพย์โดยโจรกระจอกข้างถนน)
แหล่งพลังงานในโลกร่อยหรอจวนหมดสิ้นและถีบราคาขึ้นสูงลิบพอที่จะส่งให้
มนุษย์ออกแสวงหาแหล่งทรัพยากรใหม่นอกโลก สงครามต่างๆ

ที่ยืดเยื้ออาจยุติลงเมื่อไม่เหลือทรัพยากรให้แย่งชิง
ทหารทั้งที่กระหายสงครามและประสงค์จะต่อชีวิตให้โลกหันมาสนับสนุนภารกิจล่า
ทรัพยากรบนดาวแพนดอร่า
นำโดยชายที่ชื่อ ปาร์คเกอร์ นักธุรกิจซึ่งบูชาผลกำไรของบริษัทเป็นเป้าหมายสูงสุด
หนังให้ผู้ชม จินตนาการถึงโลกอนาคตผ่านคำบอกเล่าของเจคในช่วงต่างๆ
โลกที่คงจะชำรุดเสียหายไม่ต่างไปจากร่างพิการของทหารผู้กรำศึก
เจคมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะหลุดพ้นออกไปจากร่างที่ไม่สมประกอบ
โลกที่ทรุดโทรมของเราก็คงจะปรารถนาสิ่งเดียวกันนั้น
หนังให้ภาพของ ดาวแพนดอร่าเหมือนสรวงสวรรค์หรือจินตนาการอันงดงามในเทพนิยาย
(ชื่อ “แพนดอร่า” เป็นตำนานปรำปราว่าด้วยหญิงนางหนึ่งที่ต้องห้ามมิให้เปิดกล่องแห่งภัยพิบัติ
ซึ่งเป็นบททดสอบความสามารถในการยับยั้งชั่งใจของมนุษย์)

หลายสิ่งที่พบเห็นบนดาวแพนดอร่าดูคล้ายโลกในอดีตก่อนที่จะถูกมนุษย์ชำเราจน
ไม่เหลือความบริสุทธิ์ บนดาวดวงนี้มีชนเผ่าชาวนาวีอาศัยอยู่
วิถีชีวิตของชาวนาวีประสานสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับสิ่งแวดล้อม
มีความเคารพระหว่างกัน และสามารถยินเสียงเจตนารมณ์ของธรรมชาติ
(ผ่านการแปลความประสงค์ของ “เอวา” )
ชาวนาวีมองเห็นจิตวิญญาณแท้จริงที่สถิตอยู่ภายในสรรพสิ่ง
(ฉากต้นไม้เรืองแสงยามค่ำคืนแสดงให้เห็นจิตวิญญาณที่ดำรงอยู่ภายใน)
เกิดเป็นธรรมเนียมทักทายระหว่างกันว่า I see you
ความตายตามทัศนคติของชาวนาวีไม่ใช่การดับสูญ
แต่เป็นการเดินทางเข้าสู่เอวา
หลอมรวมกับจิตวิญญาณสากลคล้ายปรมัตมันในศาสนาพรามณ์-ฮินดู
ชาวนาวีไม่เห็นแก่ตัว ไม่สะสมทรัพยากรหรือบริโภคเกินจำเป็น
เข้าใจระบบการหมุนเวียนพลังงานระหว่างชีวิต
เช่น สัตว์กินพืชที่ถูกชาวนาวีล่าเป็นอาหาร ร่างกายของสัตว์จะเป็นหนึ่งเดียวกับชาวนาวี
ส่วนจิตวิญญาณจะหลอมรวมอยู่กับเอวา เป็นการฆ่าเพื่อยังชีพ
มีศิลปะและสะอาดหมดจด ต่อมาเมื่อชาวนาวีตายลง
ตามประเพณีจะนำศพไปวางไว้ภายในอ้อมกอดของรากไม้ใหญ่
ส่งต่อพลังงานที่เคยยืมใช้ให้ผืนป่าได้สูบกินเพื่อผลิพืชพันธุ์เป็นอาหาร
ของเหล่าสัตว์ต่อไป หนุนเนื่องเช่นนี้เป็นวัฏจักร
ชาวนาวีมีรูปแบบ การปกครองที่เป็นเอกลักษณ์
ไม่ใช้อาวุธข่มขวัญหรือแสดงแสนยานุภาพระหว่างกันแต่ใช้สายสัมพันธ์ทางจิต
วิญญาณเป็นเครื่องมือในการปกครอง
ทั้งการครองใจฝูงชนในเผ่าและการปฏิบัติต่อสัตว์ในควบคุม
(ที่ขับเคลื่อนด้วยสายสัมพันธ์) แตกต่างจากการบังคับบัญชาในระบบทหารของมนุษย์
ซึ่งปกครองกันด้วยกฎเกณฑ์ที่ เข้มงวด
ใช้กำลังบังคับและมีลักษณะหยาบกระด้างไม่ต่างจากการควบคุมจักรกล
ชน ชาวนาวีมีศูนย์รวมใจอยู่ที่ต้นไม้แห่งจิตวิญญาณ (tree of soul)
เป็นแหล่งเชื่อมโยงโครงข่ายของทุกชีวิตที่มีความลึกซึ้งและสลับซับซ้อน
ศูนย์รวมใจแห่งนี้คล้ายเป็นศาสนสถานในการประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์
หนังสร้างสัญลักษณ์ของต้นไม้แห่งจิตวิญญาณให้เป็นตัวแทนความเชื่อทางศาสนา
และความล้ำลึกทางวิทยาศาสตร์ที่ยังไม่ได้รับการอธิบาย
หากไททานิคคือ เรือเดินสมุทรข้ามทวีปเพื่อแสวงหาโอกาสในโลกใหม่อย่างอเมริกา
อวตารก็เป็นการเดินทางฝ่าอวกาศด้วยจุดประสงค์เดียวกัน
หนังให้ภาพชาวนาวีคล้ายกับอินเดียนแดงในยุคล่าอาณานิคมของยุโรป
(โครงเรื่องถอดมาจากประวัติศาสตร์ของโพคาฮอนทัสอย่างชัดเจน)

ผู้กำกับเสริมลักษณะให้ชาวนาวีดูแปลกแยกจากมนุษย์
ด้วยสรีระคล้ายสัตว์ตระกูลแมว ผิวหนังสีฟ้า
รองรับประเด็นเรื่องการเหยียดชาติพันธุ์ว่าชาวนาวีมีศักดิ์ต่ำกว่ามนุษย์
ไม่ต่างไปจากยุคค้าทาสที่เคยมองมนุษย์ด้วยกันเป็นเพียงสัตว์ประเภทหนึ่ง
บทหนังในส่วนนี้แสดงสัจธรรมได้ชัดเจน
ที่ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนผ่านไปเพียงใด
แต่วิธีคิดของมนุษย์ก็ยังคงติดอยู่ภายในกรอบเดิมเหมือนไม่เคยได้รับการ พัฒนา
อวตารบูรณาการประเด็นที่หลากหลายเข้าด้วยกัน
ผู้ชมอาจคุ้นเคยหรือผ่านตามาแล้วจากหนังเรื่องอื่นอย่าง
2001 : A Space Odyssey
ในประเด็นการเดินทางเพื่อแสวงหาแหล่งพลังงานจากต่างดาว
วิธีการจำศีลบนยาน การวิเคราะห์เชิงปรัชญาถึงธรรมชาติของมนุษย์
ที่มีพฤติกรรมซ้ำเดิมในแต่ละ ยุคสมัย
(บทหนังที่สร้างชาวนาวีให้คล้ายกับอินเดียนแดงตามประวัติศาสตร์อเมริกา
ยังทำให้นึกถึงฉากจบของ 2001 : A Space Odyssey
ที่หลอมรวมอดีตและอนาคตไว้ด้วยกัน )

ประเด็นเรื่องการรุกราน วัฒนธรรมท้องถิ่น
เห็นได้ชัดจากหนังโพคาฮอนทัสทั้งฉบับการ์ตูนและฉบับของผู้กำกับ
Terrence Malick ในชื่อ The New World
(มีประเด็นที่ลึกซึ้งเรื่องแม่ผู้ให้กำเนิดสรรพสิ่ง)
หรือหนังของผู้กำกับ Edward Zwick
เรื่อง The Lagend of The Fall ,
The Last Samurai , Blood Diamond
ที่ยกย่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของชนพื้นเมืองในทุกท้องถิ่น
ประเด็น เรื่องการอวตารหรือการถ่ายโอนสัมปชัญญะจากหนังเรื่อง
The Matrix หรือ Thirtteen Floor
ฉากที่นักวิทยาศาสตร์คัดลอกข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ไปยังแผ่นบันทึกซึ่งดู
เหมือนกระจกใส อธิบายถึงการทำงานของจิตว่าเป็นเสมือนข้อมูลซึ่งถูกนำไปบรรจุในร่างอวตาร
ถือเป็นการบรรยายทางอ้อมที่ฉลาด กระชับและชัดเจน
ประเด็นเรื่องการอวตารยังสื่อถึงปรัชญาว่าด้วยการเวียนว่ายตายเกิด
การไหวเวียนของจิตจากที่หนึ่งสู่อีกที่หนึ่ง
หนังให้ภาพหีบศพพี่ชายฝาแฝดของเจคคล้ายกับอุปกรณ์ในการอวตาร
สื่อถึงการเดินทางออกจากร่างของจิตวิญญาณไปยังจุดอื่น
ประกอบกับคำยืนยันของเกรซก่อนตายซึ่งเธอกำลังละร่างเดิมเข้าสู่จิตวิญญาณ
สากลที่เรียกว่า “เอวา”
การเกิดใหม่ของเจคในฉากจบที่มีร่างเปล่า (เสมือนทารกในครรภ์)
รอการบรรจุจิตวิญญาณเพื่อเติมเต็มชีวิตให้สมบูรณ์
อวตาร ยังเป็นหนังแนวอนุรักษ์ธรรมชาติ
ยักษ์ใหญ่สำหรับประเด็นนี้คงหนีไม่พ้นการ์ตูนญี่ปุ่นของสตูดิโอจิบลิ
อย่าง Laputa (มีภูเขาลอยได้เหมือนกัน) ,
Princess Mononoke
(โดยเฉพาะฉากเรืองแสงของป่าที่อุดมสมบูรณ์และจิตวิญญาณธรรมชาติในรูปของ เทพารักษ์) , Spirited Away
อวตารจำแนกคนในเรื่องออกเป็น 3 กลุ่ม
หนึ่งคือทัพทหารของควอริชท์ซึ่งมีวิธีคิดเหมือนคนเหล็ก
เย็นชา แข็งแกร่ง นิยมความรุนแรง
ฉากที่ควอริชท์นั่งจิบกาแฟระหว่างการรบและสั่งการให้ทหาร
“ค้นหาและทำลาย”
ถือเป็นกิริยาของจักรกลอย่างเห็นได้ชัด
ควอริชท์กระหายสงครามอยู่ตลอดเวลา
ไม่เชื่อในสันติวิธีและมักเหยียดกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ว่าเป็นพวกหัวฟูกล้าม
ฝ่อและไร้ประโยชน์สำหรับภารกิจครั้งนี้
สองคือกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ ผู้บูชาระบบตรรกะเหนืออื่นใด
เป็นตัวแทนของมันสมองหรือความเฉลียวฉลาด
มีทัศนคติรังเกียจความรุนแรงของทหารและ
ไม่ศรัทธาอำนาจเหนือธรรมชาติหากยัง
ไม่มีคำอธิบายอย่างเป็นวิทยาศาสตร์
สามคือกลุ่มชนชาวนาวีซึ่งเป็นตัวแทนของจิตวิญญาณ
ความลึกซึ้งทางอารมณ์
ความบริสุทธิ์แห่งชีวิต
ทั้ง สามส่วนที่กล่าวมาถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างมนุษย์ให้มีความสมบูรณ์
เจคพระเอกของเรื่องมีองค์ประกอบเหล่านี้อย่างครบถ้วน
ด้วยอดีตที่เคยเป็นนาวิกฯ ได้เรียนรู้กับกลุ่มมิตรแท้นักวิทยาศาสตร์
และกลายเป็นผู้นำของชาวนาวีในที่ สุด ตอนต้นเรื่อง
หนังสร้างตัวละครของเจคให้ดูเหมือนคนเขลา
ทว่าบริสุทธิ์ไร้เดียงสาเหมือนเด็ก
ชาวนาวีมีทัศนคติว่ามนุษย์ส่วนใหญ่คือพวกน้ำเต็มแก้ว
ไม่สามารถเรียนรู้หรือเชื่อในสิ่งใหม่
ต่างจากเจคผู้มีจิตวิญญาณบริสุทธิ์เป็นพื้นฐาน
อีกตัวละครหนึ่ง ที่ผมชอบคือเกรซหรือ ดร. ออกัสทีน
เธอเป็นหญิงแกร่งและเก่ง
เป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนสอนชาวนาวี เกรซไม่ศรัทธาอะไรง่ายๆ
หากยังไม่ได้รับการพิสูจน์
(อย่างการดูถูกความสามารถของเจคในตอนต้นและ
การไม่เชื่อความมีอยู่จริงของเอ วาจนได้ประสบด้วยตนเอง)
พัฒนาการที่น่ารักในตัวเกรซคือสัญชาตญาณของความเป็นแม่ที่เธอแสดงออกต่อเจค
อย่างการพาเข้านอน ทำอาหารให้กิน จู้จี้เรื่องอาบน้ำ
ความ รู้สึกระหว่างแม่ลูกที่หนังสื่อออกมาเปรียบได้กับสายสัมพันธ์ของธรรมชาติ (หรือเอวา)
ที่เอื้ออาทรและปรารถนาดีต่อทุกชีวิต
ไม่ต่างไปจากจิตวิญญาณของความเป็นแม่
การที่ธรรมชาติถูกทำลายด้วยน้ำมือมนุษย์ก็ไม่ต่างไปจากลูกทรพีซึ่งฆ่าแม่ ของตน

อวตารถือเป็นคำเตือนจากอนาคตของเจมส์ คาเมรอน
ว่าหากมนุษย์ยังคงอหังการ์และข่มเหงธรรมชาติไม่ต่างไปจากที่กระทำต่อ ชาวนาวี
โลกสีฟ้าที่เคยงดงามอาจกลายเป็นดาวที่น่ารังเกียจที่สุดในจักรวาล
มนุษย์ อาจทะนงตนแทนโลกว่าอนาคตแบบนี้ไม่มีทางเกิดขึ้น
และเพิกเฉยต่อคำเตือนเหมือนที่ไททานิคเคยได้รับ ดำเนินชีวิตเรื่อยไปอย่างที่เคยเป็นมา
กระทั้งเริ่มมองเห็นเค้าลองของมหันตภัย
ถึงจุดนั้นก็คงสายเกินไปที่มนุษย์จะกลับตัวได้ทัน
จากคุณ beeled
2 comments:
oh just great! i haven't seen this movie yet and you done spoiled it for me.
and what did chris have to translate? english to english?????
i'm confused!!!!
5555555 โทษที
หนังดี ลองไปดูสิ ถึงจะสปอย
แต่หนังก็ยังน่าสนใจนะ
แปลจากเยอรมันเป็นอังกฤษจ๊ะ
Post a Comment