Oct 8, 2009

The World is Flat
"โลกระนาบ"





เมื่อวันที่ 4 ตุลาที่ผ่านมา ดิฉันได้มีโอกาสดู
dvd ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ
เหตุการณ์การทำลายกำแพงเบอร์ลิน
ความยาวเกือบๆ 5 ชั่วโมง
โดยคริสเป็นคนแปลให้ฟัง



....................




"กำแพงถูกสร้างเพียงเพื่อปิดกั้น






ไม่ให้ประชาชนชาวตะวันออก มีโอกาสได้สัมพัสกับเสรีภาพ

หรือแม้แต่...แค่มองเห็น"



ตอนนั้น คิดถึง
วิชาประวัติศาสตร์
และหนังสือที่เคยอ่านเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สอง


ถ้าจำไม่ผิด
สงครามโลกครั้งที่สอง
เริ่มเมื่อปี 1939 และจบลงปี 1945



"เยอรมันเป็นฝ่ายแพ้สงคราม
เบอร์ลินถูกแบ่งเป็น ตะวันออก กับ ตะวันตก"




โดยเบอร์ลินตะวันออก ถูกปกครองโดยสหภาพโซเวียต
เบอร์ลินตะวันตก ปกครองโดย สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศล


เบอร์ลินตะวันออก หรือที่เรียกว่า GDR (DDR)
ปกครองตามระบบสังคมนิยม คอมมิวนิสต์
ประชาชนถูกปิดกั้น ห้ามออกนอกพื้นที่
ทรัพยากรธรรมชาติถูกขนย้ายออกไปหมด
จนแทบไม่เหลืออะไร
ประชาชนยากจน ลำบาก


แต่ในขณะที่เบอร์ลินตะวันตก หรือ FRG (BRD)
ปกครองตามระบบประชาธิปไตย
มีการพัฒนาเมืองอย่างรวดเร็ว ประชาชนมีอิสระ เสรีภาพ
เศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง


ชาวเบอร์ลินตะวันออก ความพยายามหนีกลับมาฝั่งตะวันตก
แต่ไม่สำเร็จ ทำให้โซเวียตไม่ไว้วางใจ กลัวข้อมูลรั่วไหล






เพราะขณะนั้นอยู่ในช่วงสงครามเย็นกับสหรัฐอเมริกา

จึงตัดสินใจสร้างกำแพงเบอร์ลินในปี 1961
ปิดกั้นทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้
ให้กับชาวเบอร์ลินตะวันออก



หลังจากนั้นจนถึงปี 1988
สหภาพโซเวียตเริ่มประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างหนัก
ไม่มีเวลามาสนใจเบอร์ลินตะวันออก

ชาวเบอร์ลินตะวันออกจึงออกมาเคลื่อนไหว ต่อสู้ และเรียกร้อง
สิทธิเสรีภาพมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ



จนกระทั้ง วันที่ 9 พฤจิกายน ปี 1989
(พ.ศ.2532)


โฆษกรัฐบาลของฝ่ายตะวันออก เข้าใจผิด
ประกาศอนุญาตให้ชาวตะวันออก
สามารถออกนอกพื้นที่ไปฝั่งเบอร์ลินตะวันตกได้


ทำให้มีประชาชนจำนวนมากออกมาตามท้องถนน
เรียกร้อง ประท้วงขอข้ามไปฝั่งตะวันตก
จนตำรวจต้านแรงของประชาชนไม่ไหว




"ประตูกำแพงเบอร์ลินจึงถูกเปิดออก"





.....................





วันที่ 11/9 /89 จึงถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของ อิสรภาพ เสรีภาพ
ของชาวโลกในเวลาต่อมา


ท่านรัฐมนตรีเบเกอร์ได้เขียนความทรงจำในช่วงเวลานั้นไว้ใน
หนังสือ The politics of Diplomacy ว่า


"เป็นวันที่ท้องฟ้ามืดครึ้ม บรรยากาศขมุกขมัวเต็มไปด้วยหมอก
ข้าพเจ้าอยู่ในเสื้อคลุมกันฝน รู้สึกตัวเองเป็นเหมือนสายลับ
ในนวนิยายยุคสงครามเย็นของจอห์น เลอ คาร์เร่

แต่เมื่อข้าพเจ้ามองผ่านรอยแตกที่กำแพง
และพบว่าบรรยากาศอันน่าหดหู่ของฝั่งเบอร์ลินตะวันออก ข้าพเจ้าได้ตระหนักถึง
หัวใจของชายและหญิงชาวเยอรมันตะวันออก
ผู้ต่อสู้ด้วยสันติวิธีอย่างไม่ย่อท้อ
เพื่อให้สามารถตัดสินกำหนดวิถีชีวิตของตนเอง
นี่คือ..
การปฏิวัติของประชาชนที่แท้จริง"




และอีกหนึ่งปีถัดมา วันที่ 3 ตุลาคม ปี 1990


GDR แตก ล้มสลายในที่สุด
รัฐบาลทั้งสองฝั่ง ทั้งตะวันออกและตะวันตก
ประกาศรวมกันเป็นหนึ่งประเทศ
หรือที่เรียกว่า "Reunion"


วันที่ 3 ตุลาของทุกๆปี
จึงเป็นวันชาติของประเทศเยอรมัน




..............................



และเมื่อวันที่ 3 ตุลา ที่ผ่านมา
มีข่าวถึงการเฉลิมฉลองของชาวเบอร์ลิน
เราสองคนนั่งดูข่าว..


คริสเล่าให้ฟังว่า วันที่กำแพงเบอร์ลินถูกทำลาย (11/9/89)
คริสอยู่ที่บ้าน นั่งดูข่าวทางทีวี
(คริสอยู่ฝั่งตะวันตก)


มีประชาชนออกมาตามท้องถนนเต็มไปหมด
เพื่อแสดงความยินดีกับชาวตะวันออก
หลังจากที่ถูกกักขังมาเกือบสามสิบปี



ภาพผู้คนร้องไห้อ้อนวอน
หรือ
ภาพผู้คนที่พยายามปีนกำแพงหนี
หรือ
ผู้คนจำนวนมากพยายามทำลายกำแพง






เพื่อ "อิสรภาพ"






ดูมาถึงตรงนี้..เราสองคน..เงียบ
ไม่มีใครพูดอะไร .. มันหดหู่


เหมือนมีอะไรมาจุกที่ลำคอ
พูดไม่ออก


...............................



น้ำตาจะไหล
บอกกับตัวเองว่า พวกเราคนไทยโชคดี
โชคดีที่ไม่เคยโดยปิดกั้น
และไม่เคยถูก
แบ่งเป็นสองประเทศแบบนี้



คริสเล่าว่า
ไม่เคยรู้เรื่องของปู่ย่าตายาย เลย
สันนิษฐานว่า อาจเสียชีวิตในช่วงสงคราม
พ่อกับแม่ ก็ไม่พูดถึง


ส่วนลุง ป้า น้าอา ต่างแยกย้ายไปคนละทิศคนละทาง
อยู่อเมริกาบ้าง อยู่อังกฤษบ้าง



ชาวเยอรมัน โดยเฉพาะคนจากเบอร์ลิน
เจ็บปวดกับผลพวงของสงครามโลก
และยอมรับผิดกับสิ่งที่ทำกับประเทศอื่นๆ
(อันนี้ไม่เหมือนญี่ปุ่นนะ)



คริสไม่แฮปปี้ เวลามีใครทักทายเค้าด้วยการทำมือ
เป็นเครื่องหมายนาซี


คนไทยหลายคนถามคริสว่า
มาจากประเทศอะไร พอบอกว่า เยอรมัน


สิ่งที่คนไทยรู้จักเยอรมัน ไม่ใช่ รถไฟฟ้า เครื่องบิน
หรือรถยนต์ชั้นนำของโลก


แต่เป็น


"ฮิตเลอร์กับนาซี"



การทักทายด้วยเครื่องหมายนาซี หรือพูดคำว่า ฮิตเลอร์ !!
คนเยอรมันไม่ชอบ..และเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย
แต่คนไทยไม่รู้ ..


คริสได้แต่ยิ้ม แล้วกลับมาบ่นให้ฟังที่บ้าน



.................................



ที่นี้ กลับมาตรง หัวข้อที่ตั้งขึ้นมาว่า


"The World is Flat"


มันไปเกี่ยวอะไรกับกำแพงเบอร์ลิน
หากใครได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ก็คงร้องอ๋อ...
แต่เนื่องจาก ดิฉันเพิ่งมีโอกาสได้อ่าน



คอลัมน์ โลกระนาบ ประวัติศาสตร์ย่อ แห่งศตวรรษที่ 21
จากหนังสือประชาชาติธุรกิจ
โดย รอฮีม ปรามาท ผู้แปล



เป็นคอลัมน์ที่แปลมาจากหนังสือ The world is Flat
ของ นักหนังสือพิมพ์ ชื่อ โทมัส แอล. ฟรีดแมน






เป็นหนังสือที่น่าสนใจมาก

ที่พูดถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน
เป็นการเปลี่ยนแปลงจากผลของ globalization
ทำให้โลกที่เคยคิดว่ากลม โค้ง งอ
กลับกลายเป็นโลกที่แบนราบ
เป็นระนาบเดียวกัน



และในหนังสือ ได้กล่าวถึงการเริ่มต้นเปลี่ยนแปลง ของศตวรรษที่ 21 คือ


"เมื่อกำแพงพังทลายลง และหน้าต่างเปิดขึ้น"


สัญญลักษณ์แห่งอิสรภาพ เสรีภาพ เริ่มต้นเมื่อ 11/9/89
กำแพงเบอร์ลินถูกทำลาย
และ...โลกของเราก็เริ่มแบน


สงครามเย็นเริ่มสงบ สหภาพโซเวียต คอมมิวนิสต์ ล้มสลาย
กำแพงถูกทำลาย เหลือเพียงขั้วอำนาจเดียว คือ ทุนนิยม
ดุลอำนาจทั่วโลกเปลี่ยนแปลง เกื้อหนุนระบบประชาธิปไตย
สิทธิสตรี และตลาดเสรี ก่อกำเนิดขึ้น...



ที่เห็นได้ชัดเจน ผลการก้าวของโลกแบน คือ
สหภาพยุโรปประกาศใช้เงินตราสกุลเดียวกัน คือ ยูโร


และการพัฒนาของระบบข้อมูล
จากระบบข้อมูลของทางทหารในช่วงสงครามเย็น ค่อยๆพัฒนา
เป็น โทรเลข โทรศัพท์ แฟกซ์ และกลายมาเป็น
"แอปเปิ้ล" และ "PC"
การทำงานของวินโดวส์ Windows
(หน้าต่างกำลังเปิดออก)


Internet , E-mail , E-commerce,
E bay , Paypal และ Blog


การแปลงทุกข้อมูลให้อยู่ในรูปของดิจิทัล
แค่ 0 กับ 1
ทั้งถ้อยคำ ดนตรี สัญลักษณ์ รูปภาพ เสียง หรือ
ทุกๆอย่างในโลกนี้ ...ทุกๆคน ก็สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว


โลกของเราจึงแคบลง
และแบนเป็นระนาบเดียวกัน


.......................................



มาถึงบทสรุปของดิฉันบ้าง
สำหรับเหตุการการทำลายกำแพงเบอร์ลิน
และหนังสือ The world is Flat



ดิฉันไม่เคยคิดมาก่อนว่า การที่กำแพงถูกทำลายลง มีผลต่อมนุษยชาติอย่างไร
ก่อนหน้านี้ไม่เคยสนใจ เนื่องจากเป็นเรื่องราวในอดีต ที่คิดว่า ไม่มีวันจะเกิดขึ้นอีกได้ในยุคปัจจุบัน
แต่สิ่งที่ดิฉันลืมนึกถึงไป คือ ทุกๆอย่างที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน มันเกิดจากการกระทำเมื่อในอดีตทั้งสิ้น

ขณะที่ดิฉันกำลังนั่งพิมพ์บล็อคอยู่นี้
ดิฉันนึกถึง..สิ่งหนึ่ง นั่นคือ
"บล็อค" เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

.................


จุดเปลี่ยนของโลก เมื่อกำแพงถูกทำลาย
ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีก็เข้ามา
ทำให้เรามีบล็อคใช้กัน


ไม่น่าเชื่อนะ ผู้เขียน สามารถอธิบายที่มาที่ไปได้อย่างน่าทึ่งจริงๆ
ทำให้ผู้อ่านอย่างดิฉันสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆในมุมมองใหม่ๆ ที่ไม่เคยรู้มาก่อน
แบบนี้ ต้องถือว่า ผู้เขียนประสบความสำเร็จตามเป้าหมายแล้วล่ะค่ะ


ขอบคุณสำหรับเรื่องราวที่น่าสนใจจากคริส
และหนังสือดีดี อีกหนึ่งเล่ม

ทุกอย่างลงตัว...ในวันที่ฝนตกเช่นนี้
หญิง



ปล.1.สงครามเย็นเป็นการต่อสู้กันระหว่างระบบเศรษฐกิจสองขั้วตรงกันข้ามกัน
คือ ระบบทุนนิยม กับคอมมิวนิสต์
2.การทำลายกำแพงเบอร์ลิน ใน 11/9 เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ 9/11 ในสหรัฐอเมริกา
ได้อย่างไร อันนี้ลองไปถาม บินลาดิน ผู้อยู่เบื้องหลังทั้งสองเหตุการณ์
ปล. ขออภัย บล๊อค วันนี้อาจตึงๆ เครียดๆ ไปหน่อย แต่พยายามอย่าอ่านให้เครียดนะ


0 comments:

Followers

Web stats powered by en.clubstat.com